เด็กควรนอนกี่ชั่วโมง ช่วงสอบยิ่งต้องนอนให้พอ
เด็กควรนอนกี่ชั่วโมงตามวัย 6–12 ปีและวัยรุ่น ตามข้อแนะนำ AASM พร้อมวิธีนับถอยหลังหาเวลาเข้านอน และเคล็ดลับช่วงสอบที่ช่วยให้ลูกอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องอดนอน

ปลายเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่หลายบ้านไฟในห้องลูกเปิดดึกกว่าปกติ ทั้งสอบปลายภาคที่เพิ่งผ่านไป และสอบเข้า ม.1 ม.4 รอบทั่วไปที่กำลังจะมาถึง คำถามที่พ่อแม่ถามกันมากคือ เด็กควรนอนกี่ชั่วโมง และถ้าลูกขออ่านต่ออีกนิด ควรยอมหรือไม่
คำตอบตามข้อแนะนำของ American Academy of Sleep Medicine (AASM) คือ เด็กอายุ 6–12 ปีควรนอน 9–12 ชั่วโมงต่อคืน และวัยรุ่น 13–18 ปีควรนอน 8–10 ชั่วโมงต่อคืน อย่างสม่ำเสมอ บทความนี้จะช่วยแปลงตัวเลขนั้นเป็นเวลาเข้านอนที่ใช้ได้จริงในบ้าน และชวนดูว่าช่วงสอบจะอ่านหนังสือให้ได้ผลโดยไม่ต้องอดนอนได้อย่างไร
เด็กควรนอนกี่ชั่วโมง ตามข้อแนะนำ AASM
คณะผู้เชี่ยวชาญของ AASM (Paruthi et al., 2016) ทบทวนหลักฐานแล้วออกเป็นข้อแนะนำร่วมกัน ซึ่งมีผู้แทนจาก American Academy of Pediatrics ร่วมอยู่ด้วย สรุปช่วงวัยที่เกี่ยวกับเด็กนักเรียนได้ดังนี้
| ช่วงวัย | ชั้นเรียนโดยประมาณ | ชั่วโมงนอนที่แนะนำ (ต่อ 24 ชั่วโมง) |
|---|---|---|
| 6–12 ปี | ป.1–ป.6 | 9–12 ชั่วโมง |
| 13–18 ปี | ม.1–ม.6 | 8–10 ชั่วโมง |
ตัวเลขนี้นับรวมทุกช่วงที่หลับใน 24 ชั่วโมง แต่สำหรับเด็กวัยเรียน ส่วนใหญ่คือการนอนกลางคืน ข้อแนะนำเดียวกันระบุว่าการนอนให้พอเป็นประจำสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีขึ้นหลายด้าน เช่น สมาธิ พฤติกรรม การเรียนรู้ ความจำ การควบคุมอารมณ์ และคุณภาพชีวิต ส่วนการนอนน้อยกว่าที่แนะนำเป็นประจำสัมพันธ์กับปัญหาด้านความสนใจ พฤติกรรม และการเรียน
ตัวเลขเป็น "ช่วง" ไม่ใช่ตัวเลขเดียว เพราะเด็กแต่ละคนต้องการไม่เท่ากัน สัญญาณง่าย ๆ ที่บอกว่าลูกนอนพอคือ ตื่นเช้าได้โดยไม่ต้องปลุกหลายรอบ และไม่ง่วงจนหลับในห้องเรียนช่วงบ่าย
นับถอยหลังจากเวลาตื่น หาเวลาเข้านอนของลูก
วิธีที่ใช้ได้ง่ายที่สุดคือเริ่มจากเวลาที่ลูกต้องตื่นจริง แล้วนับถอยหลังด้วยชั่วโมงนอนที่แนะนำ
ตัวอย่างที่ 1 น้อง ป.5 ต้องตื่น 06:00 น. เพื่อขึ้นรถโรงเรียน
- ถ้าใช้ขั้นต่ำ 9 ชั่วโมง: 06:00 ลบ 9 ชั่วโมง = 21:00 น.
- ถ้าใช้ 10 ชั่วโมง: 06:00 ลบ 10 ชั่วโมง = 20:00 น.
แปลว่าน้องควรหลับแล้วในช่วง 20:00–21:00 น. ไม่ใช่แค่เริ่มแปรงฟันตอนนั้น
ตัวอย่างที่ 2 พี่ ม.3 ต้องตื่น 05:45 น. เพราะบ้านไกลโรงเรียน
- ถ้าใช้ขั้นต่ำ 8 ชั่วโมง: 05:45 ลบ 8 ชั่วโมง = 21:45 น.
- ถ้าใช้ 9 ชั่วโมง: 05:45 ลบ 9 ชั่วโมง = 20:45 น.
หลายบ้านเห็นตัวเลขนี้แล้วตกใจ เพราะวัยรุ่นมักนอนดึกกว่านั้นมาก ไม่ต้องเปลี่ยนทีเดียว ลองขยับเวลาเข้านอนให้เร็วขึ้นทีละ 15 นาทีทุกสองสามวัน และเผื่อเวลาเตรียมตัวก่อนนอนอีกสักพัก เพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้หลับทันทีที่หัวถึงหมอน
ช่วงสอบ ทำไมอดนอนอ่านหนังสือไม่คุ้ม
ความเชื่อที่ว่า "ยิ่งอ่านมากยิ่งได้คะแนน" ทำให้เด็กหลายคนยอมตัดเวลานอน แต่งานทบทวนเทคนิคการเรียนของ Dunlosky และคณะ (2013) จัดให้การอ่านซ้ำไปมาอยู่ในกลุ่มที่มีประโยชน์ต่ำ ขณะที่การทบทวนแบบเว้นระยะ และการทดสอบตัวเองด้วยโจทย์ อยู่ในกลุ่มที่มีประโยชน์สูง ทั้งสองวิธีนี้ทำได้ในเวลาไม่นานต่อวัน ถ้าเริ่มล่วงหน้า
ช่วงสอบจึงควรคิดกลับด้าน คือกันเวลานอนไว้ก่อน แล้วค่อยวางเวลาอ่านในเวลาที่เหลือ
- กันเวลานอนเป็นอันดับแรก เขียนเวลาเข้านอนลงในตารางสอบของลูกเหมือนเป็นวิชาหนึ่ง
- อ่านเป็นช่วงสั้น ทำโจทย์ มากกว่าอ่านซ้ำ เช่น 25–30 นาทีแล้วพัก ปิดหนังสือแล้วลองทำโจทย์หรือเล่าให้พ่อแม่ฟัง
- คืนก่อนสอบทวนแค่สรุป ไม่เริ่มบทใหม่ และเข้านอนตามเวลาปกติ
- เช้าวันสอบไม่ต้องปลุกเร็วกว่าปกติเพื่ออ่านเพิ่ม ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ
ปฏิทินรับนักเรียนของ สพฐ. ปีการศึกษา 2569 กำหนดสอบเข้า ม.1 รอบทั่วไปวันที่ 28 มี.ค. และ ม.4 รอบทั่วไปวันที่ 29 มี.ค. 2569 สำหรับโรงเรียนที่คัดเลือกโดยการสอบ (ให้ตรวจรายละเอียดจากประกาศของโรงเรียนอีกครั้ง) ถ้าลูกกำลังจะสอบ ม.4 ดูแผนสัปดาห์สุดท้ายได้ที่ เตรียมสอบเข้า ม.4 สัปดาห์สุดท้าย
จัดบ้านให้หลับง่ายขึ้น
การนอนให้พอไม่ได้ขึ้นอยู่กับวินัยของเด็กคนเดียว บ้านช่วยได้มาก
- เวลาตื่นสม่ำเสมอทุกวัน รวมวันหยุด ให้ต่างกันไม่มากนัก ร่างกายจะเริ่มง่วงตรงเวลาเองได้ง่ายขึ้น
- พักหน้าจอก่อนนอน American Academy of Pediatrics แนะนำให้ครอบครัวตั้งช่วงเวลาปลอดหน้าจอ เช่น ที่โต๊ะอาหาร ระหว่างทำการบ้าน และก่อนนอน เพื่อช่วยเรื่องการนอน ลองให้ทุกคนในบ้านวางมือถือไว้นอกห้องนอน รวมถึงพ่อแม่ด้วย รายละเอียดการตั้งกติกาอ่านได้ใน ตั้งกติกาหน้าจอแบบไม่ทะเลาะ
- ห้องนอนมืด เงียบ และไม่ร้อน ในอากาศเดือนมีนาคม–เมษายน พัดลมหรือผ้าห่มบาง ๆ ช่วยได้มาก
- กิจกรรมก่อนนอนแบบเดิมทุกคืน อาบน้ำ แปรงฟัน อ่านหนังสือเล่มที่ชอบ เป็นสัญญาณให้สมองรู้ว่าใกล้ถึงเวลานอนแล้ว
พูดกับลูกอย่างไรเมื่อลูกขออ่านต่อ
แทนที่จะพูดว่า "ปิดไฟเดี๋ยวนี้" ลองพูดว่า "แม่เห็นหนูตั้งใจมากเลยวันนี้ ที่เหลือพรุ่งนี้เราค่อยทำต่อตอนเย็นนะ การนอนให้พอก็ช่วยให้สมองเก็บสิ่งที่อ่านวันนี้ไว้ได้" แล้วช่วยลูกจดสิ่งที่ค้างไว้ลงกระดาษ ลูกจะวางใจได้ว่าไม่ลืม
ถ้าลูกกังวลจนนอนไม่หลับ ลองชวนเขียนระบายความกังวลสั้น ๆ ก่อนนอน หรือดูเทคนิคอื่นใน ตื่นเต้นก่อนสอบ รับมืออย่างไร
เมื่อไรควรปรึกษาแพทย์
ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย ถ้าสังเกตว่าลูกกรนดังเป็นประจำ หายใจติดขัดตอนหลับ หลับยากหรือตื่นกลางดึกบ่อยต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ง่วงมากผิดปกติทั้งที่นอนครบ หรือมีความเครียดจนกระทบการกินการนอน ควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์ ซึ่งตรงกับที่ข้อแนะนำของ AASM ระบุว่าพ่อแม่ที่กังวลว่าลูกนอนน้อยหรือมากเกินไปควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ และคุยกับครูแนะแนวที่โรงเรียนร่วมด้วยก็ได้
ตีโจทย์ออกแบบมาให้เตรียมสอบโดยไม่เบียดเวลานอน
- ภารกิจรายวัน 15–30 นาทีตามวัย ออกแบบให้ฝึกสั้น ๆ แต่สม่ำเสมอ แทนการอ่านรวดเดียวดึก ๆ
- ตารางติวสอบอัตโนมัติ เมื่อเปิดให้ใช้ ลงวันสอบ วิชา และเวลาว่าง ระบบจะจัดบล็อกเวลาจริงให้ มีสอบจำลองก่อนสอบ และปรับเองเมื่อวันไหนพลาดแผน
- ทบทวนแบบเว้นระยะอัตโนมัติ ช่วยให้เรื่องที่เรียนแล้ววนกลับมาให้ฝึกในจังหวะที่เหมาะ ไม่ต้องไปอัดช่วงท้าย
- streak ใจดี ถ้าวันไหนต้องพักหรือนอนเร็ว ก็เริ่มต่อได้โดยไม่มีข้อความทำให้รู้สึกผิด
สรุป
เด็ก 6–12 ปีควรนอน 9–12 ชั่วโมง วัยรุ่น 13–18 ปีควรนอน 8–10 ชั่วโมงต่อคืน ใช้เวลาตื่นจริงนับถอยหลังเพื่อหาเวลาเข้านอน ช่วงสอบให้กันเวลานอนไว้ก่อน แล้วใช้การทบทวนเว้นระยะกับการทำโจทย์แทนการอ่านรวดเดียว ถ้ามีสัญญาณผิดปกติเรื่องการนอน ปรึกษาแพทย์ได้เสมอ
ตีโจทย์กำลังเตรียมเปิดให้ใช้ ถ้าอยากลองเป็นกลุ่มแรก ลงชื่อรอไว้ได้ที่หน้าแรกของ teejot.com
คำถามที่พบบ่อย
นอนกลางวันชดเชยการนอนกลางคืนที่ขาดไปได้ไหม
การงีบสั้น ๆ ช่วยให้สดชื่นขึ้นได้บ้าง แต่ไม่ควรใช้แทนการนอนกลางคืนเป็นประจำ ถ้างีบนานหรือใกล้ค่ำเกินไป อาจทำให้กลางคืนหลับยากขึ้นอีก
วันหยุดให้ลูกนอนตื่นสายได้แค่ไหน
ให้เวลาตื่นวันหยุดใกล้เคียงกับวันเรียน ไม่ต่างกันหลายชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายไม่ต้องปรับเวลาใหม่ทุกต้นสัปดาห์และเช้าวันจันทร์ไม่ตื่นยากเกินไป
ลูกนอนครบตามชั่วโมงแล้วแต่ยังง่วงทั้งวัน ควรทำอย่างไร
ลองสังเกตว่าลูกกรน หายใจติดขัด หรือตื่นกลางดึกบ่อยหรือไม่ ถ้าง่วงผิดปกติต่อเนื่อง ควรพาไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
แหล่งอ้างอิง
- Paruthi et al. (2016) Recommended Amount of Sleep for Pediatric Populations: A Consensus Statement of the AASM
- Paruthi et al. (2016) ฉบับเต็มใน PubMed Central
- HealthyChildren.org (AAP) — How to Make a Family Media Plan
- Dunlosky et al. (2013) Improving Students' Learning With Effective Learning Techniques
- ปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2569 (สพฐ.)


