ทำการบ้านไม่มีสมาธิ จัดการมือถือและสิ่งรบกวนอย่างไร
ทำการบ้านไม่มีสมาธิ หยิบมือถือทุก 5 นาที แก้อย่างไร สรุปข้อมูลจาก UNESCO และสถิติเด็กไทย พร้อม 7 วิธีจัดโต๊ะ จัดมือถือ ตั้งบล็อกเวลา และข้อตกลงครอบครัว

นั่งลงทำการบ้านได้ไม่ถึงห้านาที เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น หยิบมือถือขึ้นมาดู แล้วกว่าจะกลับมาที่โจทย์ข้อเดิมก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ถ้าบ้านไหนเจอภาพนี้บ่อย ๆ ขอให้รู้ว่าลูก ทำการบ้านไม่มีสมาธิ ไม่ได้แปลว่าลูกไม่ตั้งใจ แต่สิ่งรบกวนรอบตัวถูกออกแบบมาให้ดึงความสนใจเก่งมาก
ทางแก้ที่ได้ผลจึงไม่ใช่การบอกให้ "ตั้งใจหน่อย" แต่คือการจัดสภาพแวดล้อมให้การโฟกัสเป็นเรื่องง่ายขึ้น บทความนี้สรุปข้อมูลที่น่าสนใจจาก UNESCO สถิติการใช้มือถือของเด็กไทย และ 7 วิธีที่ใช้ได้จริงที่บ้าน พร้อมข้อตกลงครอบครัวที่ช่วยลดการทะเลาะ
ทำไมมือถือทำให้สมาธิหลุดง่าย
รายงานติดตามการศึกษาโลก (GEM Report) ปี 2023 ของ UNESCO ในหัวข้อเทคโนโลยีกับการศึกษา สรุปว่าเทคโนโลยีบางอย่างช่วยการเรียนบางเรื่องได้ในบางบริบท แต่ไม่ใช่เมื่อใช้มากเกินไปหรือใช้ไม่เหมาะ บทความสรุปรายงานของ UNESCO ยังยกข้อมูลที่น่าสนใจไว้ว่า
- งานศึกษาหนึ่งที่ดูนักเรียนตั้งแต่ระดับก่อนประถมถึงอุดมศึกษาใน 14 ประเทศ พบว่ามือถือทำให้นักเรียนไขว้เขวจากการเรียน
- แค่มีมือถืออยู่ใกล้ตัวและมีการแจ้งเตือนเข้ามา ก็เพียงพอให้ความสนใจหลุดจากงานตรงหน้า
- งานศึกษาอีกชิ้นพบว่า เมื่อไขว้เขวแล้ว นักเรียนอาจใช้เวลาถึง 20 นาทีกว่าจะกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่เรียนได้
ข้อมูลเหล่านี้เป็นการสรุประดับนโยบายจากงานหลายชิ้น ผลในแต่ละบ้านอาจต่างกัน แต่ภาพรวมชี้ไปทางเดียวกันว่า ระยะห่างจากมือถือสำคัญ
เด็กไทยมีโทรศัพท์มือถือกันแค่ไหน
จากการสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ
| ช่วงอายุ | มีโทรศัพท์มือถือ (ร้อยละ) |
|---|---|
| 6–11 ปี | 43.9% |
| 12–14 ปี | 86.5% |
| 15–17 ปี | 98.3% |
แปลว่าตั้งแต่วัยมัธยมต้น มือถือแทบจะอยู่ติดตัวเด็กเกือบทุกคน การจัดการเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เกือบทุกบ้านต้องเจอ
7 วิธีแก้ทำการบ้านไม่มีสมาธิ
1. มือถืออยู่คนละห้องกับโต๊ะการบ้าน
วิธีที่ตรงที่สุดคือเพิ่มระยะห่าง วางมือถือไว้ที่ชาร์จในห้องนั่งเล่นหรือกล่องประจำบ้าน ไม่ใช่คว่ำไว้ข้างสมุด
2. ปิดการแจ้งเตือนระหว่างทำการบ้าน
ถ้าต้องใช้อุปกรณ์ทำการบ้าน ให้เปิดโหมดห้ามรบกวนและปิดการแจ้งเตือนแอปแชตหรือโซเชียลไว้ก่อน
3. ทำงานเป็นบล็อกสั้นตามวัย แล้วให้ดูมือถือตอนพัก
แทนการห้ามทั้งคืน ให้ตกลงว่าหยิบมือถือได้ในช่วงพัก 10 นาทีหลังจบแต่ละบล็อก เด็ก ป.4–6 อาจเริ่มที่บล็อกละ 20–30 นาที ส่วนมัธยมยาวขึ้นได้ อ่านวิธีวางบล็อกได้ที่ จัดตารางอ่านหนังสือแบบ time-blocking
4. เขียนเป้าของบล็อกให้ชัดก่อนเริ่ม
"ทำโจทย์หน้า 32 ข้อ 1–5" โฟกัสง่ายกว่า "ทำการบ้านคณิต" เพราะรู้ว่าเสร็จเมื่อไร
5. เตรียมแผน "ถ้า…แล้วจะ…" สำหรับตอนอยากหยิบมือถือ
งานวิเคราะห์อภิมานของ Gollwitzer และ Sheeran (2006) พบว่าการวางแผนล่วงหน้าแบบ "ถ้าเจอสถานการณ์นี้ จะทำสิ่งนี้" ช่วยให้คนทำตามเป้าได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น
- ถ้าอยากดูมือถือระหว่างบล็อก แล้วจะจดสิ่งที่อยากดูลงกระดาษ ไว้ดูตอนพัก
- ถ้าเจอโจทย์ยากแล้วอยากหนี แล้วจะอ่านโจทย์ออกเสียงอีกครั้งก่อน
6. จัดโต๊ะให้พร้อมก่อนนั่ง
ดินสอ ยางลบ สมุด เครื่องคิดเลข น้ำดื่ม อยู่ครบบนโต๊ะ ลดเหตุผลที่ต้องลุกออกไป และเลือกที่ที่มีแสงพอ ห่างจากโทรทัศน์
7. ปิดหน้าจอก่อนนอน
การเล่นมือถือจนดึกกินเวลานอน และทำให้วันรุ่งขึ้นโฟกัสยากขึ้นอีก ตั้งเวลาที่มือถือทุกเครื่องในบ้านไปนอนที่ชาร์จ ชั่วโมงนอนที่แนะนำตามวัยดูได้ที่ เด็กควรนอนกี่ชั่วโมง
ข้อตกลงครอบครัวเรื่องมือถือช่วงทำการบ้าน
American Academy of Pediatrics มีเครื่องมือ Family Media Plan ให้ครอบครัววางแผนการใช้สื่อร่วมกัน หลักสำคัญคือ ทำด้วยกัน ไม่ใช่สั่ง ลองใช้แบบฟอร์มนี้คุยกับลูก
ช่วงทำการบ้าน มือถือจะอยู่ที่ ________
หยิบมือถือได้ตอน ________ (เช่น พักหลังจบแต่ละบล็อก)
ถ้าต้องใช้ค้นข้อมูล เราจะ ________
มือถือทุกเครื่องในบ้านไปนอนที่ชาร์จเวลา ________
ถ้าทำตามได้ครบทั้งสัปดาห์ เราจะ ________ ด้วยกัน
พ่อแม่จะช่วยโดย ________
บรรทัดสุดท้ายสำคัญมาก ถ้าพ่อแม่ก็วางมือถือระหว่างนั่งข้างลูก เด็กจะรู้สึกว่ากติกานี้ยุติธรรม ส่วนกติกาหน้าจอในภาพรวม เช่น ช่วงปิดเทอม ดูเพิ่มได้ที่ screen time เด็ก ตั้งกติกาหน้าจอ
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ยึดมือถือเป็นการลงโทษทันที มักทำให้ทะเลาะมากกว่าได้ผล
- ตำหนิด้วยคำว่าไม่ตั้งใจ ลองอธิบายสิ่งที่เห็นแทน เช่น "แม่เห็นว่าเวลาเสียงแจ้งเตือนดัง หนูหยุดเขียนทุกครั้งเลย ลองวางไว้ข้างนอกดูไหม"
- คาดหวังให้นั่งนานเกินวัย เด็กประถมนั่งทำการบ้านต่อเนื่อง 2 ชั่วโมงเป็นเรื่องยาก บล็อกสั้นและมีพักได้ผลกว่า
ตีโจทย์ช่วยเรื่องสมาธิได้แค่ไหน
ตีโจทย์ยังไม่เปิดให้ใช้ และขอบอกตรง ๆ ว่าเครื่องมือบนเว็บช่วยได้บางส่วนเท่านั้น
- โหมดโฟกัสบนเว็บ ออกแบบให้ตรวจจับเมื่อออกจากหน้าเรียนแล้วชวนกลับมาอย่างอ่อนโยน แต่ ยังล็อกหรือบล็อกแอปอื่นในมือถือไม่ได้ ข้อตกลงครอบครัวจึงยังสำคัญ
- หน้าจอจับเวลา นับถอยหลังแต่ละบล็อกและบอกเวลาพัก ซ่อนนาฬิกาได้
- ภารกิจรายวัน 15–30 นาทีตามวัย สั้นพอให้จบได้ในหนึ่งบล็อก
- รายงานผู้ปกครองรายสัปดาห์ทาง LINE มีสิ่งที่พ่อแม่ช่วยได้ และเทียบกับตัวลูกเองเท่านั้น
สรุป
ทำการบ้านไม่มีสมาธิส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งรบกวน โดยเฉพาะมือถือที่อยู่ใกล้ตัว วิธีที่ได้ผลคือเพิ่มระยะห่าง ปิดการแจ้งเตือน ทำงานเป็นบล็อกสั้นตามวัยแล้วให้ดูมือถือตอนพัก เขียนเป้าให้ชัด เตรียมแผน "ถ้า…แล้วจะ…" และตั้งข้อตกลงครอบครัวที่พ่อแม่ทำตามด้วย เปลี่ยนสภาพแวดล้อมก่อน แล้วสมาธิจะตามมาง่ายขึ้น
ตีโจทย์กำลังเตรียมเปิดให้ใช้ ถ้าอยากลองเป็นกลุ่มแรก ลงชื่อรอไว้ได้ที่หน้าแรกของ teejot.com
คำถามที่พบบ่อย
ปิดเสียงมือถือแล้ววางคว่ำไว้บนโต๊ะพอไหม
ช่วยได้บ้าง แต่ถ้ายังเห็นหรือเอื้อมถึง ก็ยังชวนให้หยิบได้ง่าย การวางไว้อีกห้องหรือในกล่องที่อยู่ไกลตัวมักได้ผลกว่า และควรตกลงกันว่าจะหยิบได้ตอนพักเท่านั้น
ลูกต้องใช้มือถือค้นข้อมูลทำการบ้าน ควรทำอย่างไร
แยกช่วงค้นข้อมูลกับช่วงลงมือทำออกจากกัน ค้นให้เสร็จแล้วจดสิ่งที่ต้องใช้ จากนั้นวางมือถือไว้นอกห้องตอนเขียนหรือคิดโจทย์ ถ้าใช้ได้ ให้ใช้คอมพิวเตอร์ในพื้นที่ส่วนกลางแทน
ลูกทำการบ้านได้ไม่นานก็ลุกบ่อย เป็นสมาธิสั้นหรือเปล่า
ความตั้งใจสั้นลงเมื่อเหนื่อยหรือมีสิ่งรบกวนเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปและไม่สามารถวินิจฉัยได้ ถ้าสังเกตว่ามีปัญหาต่อเนื่องทั้งที่บ้านและโรงเรียน ควรปรึกษาครูและแพทย์
แหล่งอ้างอิง
- UNESCO — Smartphones in school: only when they clearly support learning (26 ก.ค. 2566, ปรับปรุง ม.ค. 2568)
- UNESCO GEM Report 2023 — Technology in education
- สำนักงานสถิติแห่งชาติ — การสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ของเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2567
- American Academy of Pediatrics — Family Media Plan
- Gollwitzer & Sheeran (2006) Implementation intentions and goal achievement: A meta-analysis


